Tips for Organizing Work Desk

กระดาษมากมายกระจายอยู่เต็มโต๊ะ ปากกาหลายแท่ง หลากสี หรือจะเป็นของกระจุกกระจิกเต็มไปหมด จนหาของที่ต้องการไม่เจอ ใครมีโต๊ะทำงานแบบนี้
กันบ้างคะ มาจัดโต๊ะทำงานกันค่ะ จะได้ทำงานง่ายขึ้น เรามีเทคนิคในการจัดระเบียบโต๊ะทำงานมาฝากกันค่ะ

1. แยกเอกสาร

ลองหาถาดที่วางซ้อนกันได้ แล้วแบ่งแต่ละชั้นสำหรับเอกสารต่าง ๆ เช่น เอกสารที่เรายังไม่ได้ตรวจดู เอกสารที่เป็นงานที่เรากำลังทำอยู่ เอกสารงานที่เรายัง
ไม่ได้ทำ และเอกสารงานที่เสร็จแล้ว เป็นต้น จะได้ไม่ต้องมาเปิดหาจากกองเอกสารเยอะ ๆ

 

2. ทิ้งปากกา

จัดการปากกาและดินสอที่ไม่ได้ใช้ออกไปค่ะ อย่าเสียดาย เก็บไว้ก็รกโต๊ะทำงานเปล่า ๆ

 

3. ทิ้งกระดาษโน้ต

พยายามใช้กระดาษ Post-it ในการจดข้อมูลสำคัญ ๆ ให้น้อยลง เพราะมันหายง่าย ใช้สมุดจดเล็ก ๆ แทนจะดีกว่า

ส่วนแผ่นไหนที่ไม่ต้องใช้แล้ว ก็ทิ้งมันไปค่ะ

 

 

4. ทิ้งกระดาษที่พรินต์ออกมา

ข้อมูลหรือเอกสารที่เราพรินต์ออกมา เมื่อใช้เสร็จแล้วให้ทิ้งไป เพราะเรามีไฟล์อยู่ในคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว จะพรินต์ใหม่เมื่อไหร่ก็ได้

5. สแกนเอกสาร

อาจจะสแกนเก็บไว้เป็นไฟล์ในคอมพิวเตอร์ก็ได้ เก็บเฉพาะเอกสารที่สำคัญก็พอ จะได้ไม่ต้องเก็บกระดาษไว้เยอะ ๆ

6. วางของที่ใช้บ่อยไว้ใกล้ตัว

จัดของที่เราต้องใช้เป็นประจำไว้ใกล้ตัว แล้วจัดของที่ไม่ค่อยได้ใช้ไว้ห่างหน่อย เพื่อความคล่องตัวในการหยิบใช้

 

 

7. วางที่เดิม

พยายามจัดเก็บของไว้ในตำแน่งเดิม ๆ  เมื่อใช้เสร็จแล้ว จะได้ไม่รกหูรกตา และง่ายต่อการมองหาด้วย

8. ไม่ทานอาหาร

พยายามหลีกเลี่ยงการทานอาหารบนโต๊ะทำงาน เพราะมันจะทำให้เรามีขยะมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นถุงขนม แก้วหรือภาชนะต่าง ๆ

ลองหามุมอื่นในบริษัท หรือถ้าออฟฟิศมีมุมให้ทานอาหารอยู่แล้วก็ยิ่งดีเลยค่ะ

9. หามุมเก็บของส่วนตัว

ของสำคัญที่เราต้องพกไปด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าสตางค์ กุญแจ หรือ โทรศัพท์มือถือ ลองหากล่องมาใส่รวมกันไว้ แล้ววางไว้มุมใดมุมหนึ่งก็ดีนะคะ
จะได้ไม่รวมกับของบนโต๊ะทำงาน

 

ลองมาจัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบ เรียบร้อยกันดู แล้วชีวิตเราจะดีขึ้นเยอะเลย หาของก็ง่าย ทำงานก็ง่าย แล้วอย่าลืมเช็ดทำความสะอาดโต๊ะทำงาน และเอาขยะไปทิ้งกันด้วยนะคะ โต๊ะทำงานของเราจะได้สะอาด ทำงานได้อย่างสบายใจ

เรามีตัวอย่างการจัดโต๊ะทำงานสวย ๆ มาฝากกันด้วยค่ะ เผื่อใครจะเอาไปเป็นไอเดียจัดโต๊ะทำงานกันเนอะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

http://www.lifeclever.com/10-tips-for-keeping-your-desk-clean-and-tidy/

http://www.productivity501.com/12-tips-for-an-organized-desk/151/

ขอบคุณภาพประกอบจาก Pinterest

How to Waken Through Afternoon

เคยไหมคะ พอบ่ายทีไร ตาจะปิดทุกที อาจจะเพราะเมื่อคืนทำงานดึก หรือ รับประทานมื้อกลางวันอิ่มไป พอง่วงแล้ว การทำงานให้เสร็จตามที่คิดไว้ก็ดูเป็นเรื่องยากขึ้นมาทันทีเลย แล้วเราควรทำอย่างไรให้ความง่วงมันหายไป เรามีวิธีการง่าย ๆ มาลองดูกันค่ะ

 

 

1. ออกไปเดินเล่น

ลองออกไปเดินเล่นรอบ ๆ สูดอากาศสัก 10 – 15 นาที จะทำให้สมองโปร่งขึ้นเยอะเลย

2. พักไปหาอะไรดื่ม

จะเดินไปที่ห้องครัว หรือ ไปร้านกาแฟแถว ๆ ออฟฟิศ และหาเครื่องดื่มที่ทำให้สดชื่น ไม่จำเป็นต้องเป็นกาแฟก็ได้ อาจจะลองชาสมุนไพรหรือช็อคโกแลตร้อนใน
วันที่อากาศหนาว ๆ หรือ จะเป็นชาเย็นหรือน้ำมะนาวในวันที่อากาศร้อน ๆ ก็น่าลองไม่แพ้กัน

 

 

3. ทานของว่างที่ดีต่อสุขภาพ

ทิ้งขนมที่มีน้ำตาล แล้วหันไปหาอะไรที่ดีต่อสุขภาพ อย่างเมล็ดอัลมอนด์สักกำมือ หรือ ผลไม้สดดีกว่า ของว่างที่ดีต่อสุขภาพสามารถฟื้นฟูระดับน้ำตาลของเราได้

 

 

4. ฟังเพลง

ใส่หูฟังและเปิดเพลงที่ชอบจะกระตุ้นสมองและทัศนคติของเราให้ดีขึ้น

5. ออกกำลังกายอยู่กับที่

ยิ่งเรานั่งนาน ก็ยิ่งทำให้เมื่อยมากขึ้น ถ้าไม่สามารถออกจากออฟฟิศได้ ก็ลองทำโยคะง่าย ๆ จะช่วยยืดกล้ามเนื้อและทำให้ได้พักจากการนั่งนาน ๆ

ลองยืดตัวขึ้น แล้วเอียงคอ ซ้าย ขวา หน้า และหลัง แค่นี้ก็ถือว่ายืดเส้นยืดสายแล้ว

 

 

6. ล้างหน้า

ถ้าอยากหายง่วงเร็ว ๆ ลองล้างหน้าด้วยน้ำเย็น หรือวางผ้าเย็นไว้ที่ท้ายทอย รับรองว่าตื่นแน่นอน

7. งีบสักหน่อย

ถ้าไม่มีใครว่า ลองตั้งนาฬิกาปลุกไม่น้อยกว่า 20 นาทีแล้วงีบ

การงีบแค่สั้น ๆ ก็สามารถเติมพลังให้เราได้ แต่ระวังอย่าหลับนานเกินไป จนเสียงานนะ

 

 

8. บริหารความคิดกันหน่อย

ลองพักด้วยการอ่านเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งจากนิตยสาร บทความออนไลน์และเว็บไซต์

พยายามอย่าใช้เวลาไปกับ Facebook แต่ใช้เวลาในการเพิ่มความรู้กันดีกว่า

 

 

เป็นยังไงบ้างคะ วิธีการง่าย ๆ แบบนี้ลองเอาไปใช้กันดูนะคะ จะได้ทำงานกันได้ตลอดบ่าย ทำงานเสร็จตามที่คิดไว้ ไม่มีง่วงแน่นอน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.entrepreneur.com/article/251114

ขอบคุณภาพประกอบจาก Pinterest

 

Office Design Tips

ใครว่าสถานที่ทำงานไม่สำคัญต่อการทำงาน ความจริงแล้วบรรยากาศของพื้นที่ทำงานส่งผลต่อการทำงานมากเลย ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์
ถ้าสภาพแวดล้อมดี ผลงานก็ดีตามไปด้วย แล้วมีปัจจัยอะไรบ้างเกี่ยวกับพื้นที่ทำงานที่ส่งผลต่อการทำงาน ไปดูกันค่ะ

 

 

1. แสง

แสงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อการทำงานและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน ที่ทำงานที่มีแสงไม่เหมาะสมจะทำให้เราปวดตา ปวดศีรษะ ล้าและหงุดหงิดได้ง่าย และยังทำให้เราทำงานได้ไม่เต็มที่อีกด้วย

พยายามเปิดหน้าต่างและประตูให้แสงธรรมชาติเข้ามา หรือถ้าเราไม่สามารถทำได้ ลองใช้โคมไฟที่ใช้หลอดไฟแสงธรรมชาติก็เป็นวิธีที่น่าสนใจ

2. โต๊ะและเก้าอี้

ลองสังเกตดูว่าถ้าเรานั่งทำงานแล้วต้องเปลี่ยนท่าหรือขยับตัวบ่อย แสดงว่าโต๊ะและเก้าอี้อาจจะมีขนาดที่ไม่พอดีกับเรา ซึ่งมันส่งผลเสียต่อร่างกายและประสิทธิภาพการทำงานด้วย

ถ้าโต๊ะสูงไป ลองหาหมอนรองนั่ง หรือหาหมอนมาหนุนหลัง ถ้าโต๊ะเตี้ยไปก็ลองหาอะไรมาหนุนให้หน้าจอคอมพิวเตอร์สูงขึ้น จะได้นั่งทำงานสบาย ๆ

จอคอมพิวเตอร์ควรอยู่ห่างจากตาของเราประมาณ 24 – 36 นิ้ว และควรอยู่ต่ำกว่าระดับสายตา เท้าควรวางอยู่บนพื้นพอดี และเก้าอี้ที่ดีจะต้องเอนนิดนึง เพื่อลด
การปวดหลัง

 

 

3. สี

สีรอบ ๆ ตัวเราส่งผลต่ออารมณ์และการทำงานของสมอง ดังนั้นการเลือกสีที่ถูกต้องสำหรับพื้นที่ทำงานจะสามารถส่งผลต่องานต่อประสิทธิภาพการทำงาน

ลองนำสิ่งของที่เป็นสีที่สร้างแรงบันดาลใจและทำให้เรามีสมาธิ อาจจะเป็นโปสการ์ด ภาพจากนิตยสาร หรือแม้แต่กระดาษสีเล็ก ๆ มาแปะที่โต๊ะก็ช่วยได้เหมือนกัน

มาดูกันว่า สีไหนส่งผลต่อการทำงานอย่างไรบ้าง

  • สีฟ้า ทำให้มีสมาธิ ลดความตื่นเต้น
  • สีเขียว ทำให้ผ่อนคลายและสงบ
  • สีเหลือง ทำให้มีชีวิตชีวา กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์
  • สีแดง ทำให้ตื่นเต้น มีพลัง
  • สีส้ม ทำให้รู้สึกกระตือรือร้น มีชีวิตชีวา

4. ความเป็นระเบียบ

ความสะอาด เรียบร้อยเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นเลย พยายามจัดโต๊ะให้เรียบร้อย ไม่มีอะไรขัดหูขัดตา ก็ทำให้เรามีสมาธิมากขึ้น

5. อุณหภูมิ

ออฟฟิศส่วนใหญ่จะมีอุณหภูมิอยู่ที่ 19 – 20 องศา แต่มันอาจจะไม่เหมาะกับการทำงาน ห้องที่อุ่นทำให้คนทำงานได้ดีขึ้น แนะนำให้พกเสื้อคลุมหรือผ้าคลุมมาด้วย

6. กลิ่น

กลิ่นก็ส่งผลต่อสมาธิได้เหมือนกัน รวมไปถึงความคิดและอารมณ์ด้วย ถ้าใครกลัวว่าคนในออฟฟิศจะไม่ชอบ ก็ลองเก็บน้ำมันหอมไว้ในกระเป๋าหรือลิ้นชัก แล้วหยดใส่ผ้าเช็ดหน้าหรือสำลีแทนก็ได้ แต่ต้องไม่มากเกินไป เดี๋ยวจะกลายเป็นเวียนหัวแทนนะคะ

มาดูกันว่ามีกลิ่นไหนบ้างที่เหมาะสำหรับที่ทำงาน

  • Pine ทำให้กระตือรือร้น
  • Cinnamon ทำให้มีสมาธิมากขึ้น
  • Lavender ช่วยผ่อนคลาย
  • Peppermint ทำให้อารมณ์ดีขึ้น
  • Citrus ทำให้สดชื่นและสบายใจ

7. เสียงรบกวน

ระดับเสียงจะปรับไปตามจำนวนคนในทีม ดีไซน์ของออฟฟิศและวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งมันมีผลต่อสมาธิในการทำงาน ไม่เพียงแค่ทำให้เราเสียสมาธิแล้ว ยังทำให้เราทำงานได้ยากมากขึ้นด้วย

ลองหาหูฟังที่ตัดเสียงรบกวน เปิดเพลงที่ทำให้มีสมาธิ หรือถ้าต้องการใช้สมาธิมาก ๆ ลองหามุมเงียบ ๆ ในออฟฟิศดูค่ะ

8. เปลี่ยนบรรยากาศ

ถ้าเลือกได้ พยายามทำงานในพื้นที่ที่ต่างกัน หาพื้นที่ใหม่ ๆ ที่มีสิ่งใหม่ ๆ ให้เรามองจะช่วยกระตุ้นสมอง

หรือบางออฟฟิศจะมีห้องที่มีการตกแต่งที่ต่างกัน เช่น ห้องทำงาน ล็อบบี้ ห้องประชุม ห้องพักผ่อน หรือแม้แต่โซนทานอาหาร ลองไปใช้พื้นที่เหล่านี้ในการทำงาน เปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็ดีเหมือนกัน

9. ธรรมชาติ

ถ้าไม่มีหน้าต่างใกล้มุมที่เราทำงาน ลองหารูปภาพธรรมชาติ แล้วตั้งเป็นหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือเดินออกไปสูดอากาศข้างนอกบ้าง เพียงไม่กี่นาทีก็ทำให้สดชื่น
ขึ้นได้ หรือจะปลูกต้นไม้บนโต๊ะทำงานก็น่าสนใจนะคะ

 

เป็นอย่างไรบ้างคะ ปัจจัยต่าง ๆ ของสถานที่ทำงานที่ส่งผลต่อการทำงาน ลองนำไปปรับใช้ดูค่ะ จะได้มีสมาธิและทำงานได้สบายมากขึ้น มีผลงานดี ๆ
ออกมาแน่นอนค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.lifehack.org/articles/productivity/15-office-design-tricks-that-will-increase-your-productivity-work.html

ขอบคุณภาพประกอบจาก Pinterest

How to Manage Your Email

สำหรับการทำงานในยุคนี้ อีเมล์คงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย ไม่ว่าจะคุยงานกับเจ้านาย ติดต่องานกับลูกค้า หรือแม้แต่การเชิญหรือนัดหมายผู้ร่วมงานเข้าประชุม ก็ผ่านอีเมล์ทั้งนั้น ทำให้ในหนึ่งวันเราอาจจะได้รับอีเมล์เยอะมาก อินบ็อกซ์เต็มไปด้วยอีเมล์ที่ยังไม่ได้อ่าน จนไม่รู้จะเปิดอันไหนก่อนดี และอาจจะพลาดอีเมล์สำคัญก็ได้ มาดูเทคนิคในการจัดการอีเมล์ให้มีประสิทธิภาพและช่วยให้ทำงานง่ายขึ้นกันดีกว่าค่ะ

1. กำหนดเวลาในการอ่านอีเมล์

กำหนดเวลาไว้สำหรับการอ่านและตอบอีเมล์ในแต่ละวัน เช่น เมื่อมาถึงออฟฟิศในตอนเช้า เราอาจจะกำหนดเวลาเช็คเมล์ประมาณ 30 นาที ก่อนเริ่มงาน แล้วเช็คเมล์ซ้ำหลังอาหารเที่ยงและก่อนกลับบ้านก็ได้ เพื่อตอบเมล์ที่ได้ระหว่างวัน

2. ลบเมล์ที่ไม่จำเป็น

เมื่อเปิดอินบ็อกซ์ให้ไปดูเมล์ที่ยังไม่ได้อ่านก่อนเป็นอย่างแรก ลบเมล์ที่เป็นสแปม โฆษณาหรือโปรโมชั่นจากที่ต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเมล์ดูก็ได้

 

 

3. จัดการด้วยโฟลเดอร์

สร้างโฟลเดอร์แยกแต่ละงาน หรือ ตั้ง Label ตามประเภทของงานหรือเดดไลน์ จะทำให้เราตามอ่านได้ง่ายขึ้น หรือจะตั้งตัวกรองให้ส่งเมล์ไปยังโฟลเดอร์ที่
เหมาะสมทันทีที่ส่งมาก็ได้

4. พยายามส่งเมล์ให้น้อยที่สุด

ถ้าอยากได้รับเมล์น้อยลง ก็ต้องส่งเมล์น้อยลงด้วย เลือกส่งเมล์หาคนที่ต้องการคุยด้วยก็พอ ไม่ต้องส่งถึงทุกคนที่ทำงานด้วยหรอก หรือถ้าจำเป็นต้องส่งถึงทุกคน
ก็ให้ใส่ใน “CC” (สำเนา) แทน

5. “BCC” ตัวเอง

“BCC” หรือ สำเนาลับ คือคนอื่นที่เราส่งเมล์ถึงจะไม่เห็นว่า เราส่งให้คนใน BCC นั่นเอง ให้เรา BCC ตัวเอง แล้วแยกเมล์ไว้ในโฟลเดอร์ที่ต้องตามงาน และเช็คเมล์เฉพาะในโฟลเดอร์นี้ จะได้ไม่ต้องดูในอินบ็อกซ์บ่อย ๆ ให้เสียสมาธิ

 

 

6. ส่งข้อความหรือคุยโทรศัพท์แทน

ถ้าดูแล้วว่ายังไงก็ไม่น่าจะคุยงานผ่านอีเมล์เสร็จภายใน 2 ครั้ง ควรโทรศัพท์ ส่งข้อความ หรือแชทหากันดีกว่า และควรให้เบอร์โทรศัพท์ตัวเองไว้กับคนที่ไว้ใจได้ โดยเฉพาะเมื่อเราไม่อยู่ที่ออฟฟิศ

7. เขียน Subject อีเมล์ที่ดี

พยายามใส่กริยาเข้าไปใน Subject เช่น confirm, discuss, review เพื่อให้คนที่รับเมล์เข้าใจง่ายขึ้นว่าเขาต้องทำอะไร และมันยังช่วยให้เราเขียนเมล์ตรงประเด็นมากขึ้นด้วย

ที่สำคัญต้องแน่ใจว่าเป็น Subject ที่ง่ายต่อการค้นหาทีหลังด้วยนะ

 

 

นอกจากเทคนิคเหล่านี้แล้ว ยังมีตัวช่วยอย่าง Application ที่สามารถช่วยให้เราใช้งานอีเมล์ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น

MyMail

ไม่ว่าจะมีอีเมล์กี่ account ก็สามารถรวมอยู่ในแอปพลิเคชันเดียวกันได้ และยังสามารถตั้งค่า Notification สำหรับแต่ละเมล์ได้ด้วย

 

 Boxer

นอกจากอีเมล์แล้ว ยังเชื่อมต่อกับ Calendar และ Contact ด้วย ทำให้จัดการสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

 

มาจัดการอีเมล์ของเราให้มีประสิทธิภาพและสามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่ด้วยเทคนิคง่าย ๆ เหล่านี้ รับรองว่าชีวิตการทำงานของเราจะสะดวกสบายขึ้นเยอะ ไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับอินบ็อกซ์ที่เต็มไปด้วยเมล์มากมายเลยค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

http://www.entrepreneur.com/article/246239

http://www.entrepreneur.com/article/245057

 

Let’s Boost Your Produtivity

ไม่ว่าใครก็อยากทำงานให้ออกมาดีและมีประสิทธิภาพกันทั้งนั้นใช่ไหมคะ เพราะผลงานเป็นสิ่งที่บ่งบอกความสำเร็จในการทำงานของเรา แต่บางทีงานก็เยอะแยะเต็มไปหมด จนเราจัดสรรเวลาทำงานกันไม่ถูกเลย บางครั้งก็ถึงขั้นทำงานได้ไม่เต็มที่ ผลงานออกมาไม่ถูกใจอย่างที่คิดไว้ งั้นมาดูวิธีการง่าย ๆ ที่ทำให้เราทำงานได้เต็มที่และมีคุณภาพมากขึ้นกันดีกว่า

 

 

1. ทำงานทีละอย่าง

บางคนอาจมองว่าทำงานหลาย ๆ อย่างพร้อมกันจะทำให้เราทำงานเสร็จเร็วขึ้น แต่จริง ๆ แล้วมันจะทำให้เราไม่มีสมาธิ เพรามัวแต่กังวลว่างานนี้จะไม่เสร็จ งานนั้นก็ไม่เสร็จ จนสุดท้ายทำให้เราทำงานได้ไม่เต็มที่ คุณภาพของงานก็ลดลง ทำงานชิ้นเดียวให้เสร็จเรียบร้อย แล้วค่อยไปทำงานอีกชิ้นจะดีกว่านะ

2. พักบ้างนะ

เวลารู้สึกสมองล้า ๆ ฝืนทำงานไปก็ไม่ดีหรอกค่ะ ออกไปเดินเล่นหรือไปชงกาแฟสัก 5 – 10 นาที ถือเป็นการผ่อนคลายที่ดี เพราะการได้ขยับร่างกายบ้าง จะทำให้เลือดไหลเวียนและทำให้เรากลับมาทำงานด้วยสมองที่สดใสขึ้น

 

 

3. หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เสียสมาธิ

แน่นอนว่าบางทีการถูกรบกวนระหว่างการทำงานเป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่บางเรื่องเราก็ลดมันได้ เช่น ถ้ามีเพื่อนร่วมงานจะมาชวนคุย ก็พยายามทำให้เขารู้ว่าเราตั้งใจกับการทำงานอยู่นะ ไว้ค่อยคุยกันทีหลัง เดี๋ยวงานไม่เสร็จ ก็แย่น่ะสิ หรือ ถ้าโต๊ะทำงานอยู่ใกล้ประตู ก็พยายามปิดประตูไว้ จะได้ไม่วอกแวก

4. กำหนดเดดไลน์ของตัวเอง

พยายามกำหนดเดดไลน์งานของตัวเองล่วงหน้าเดดไลน์ของงานจริง ๆ จะได้มีเวลาในการตรวจสอบและแก้ไข เพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด ที่สำคัญต้องยึดในเดดไลน์ด้วย ไม่งั้นเดี๋ยวงานเสร็จไม่ทันนะ

 

 

5. มื้อกลางวันไม่หนัก ไม่เยอะจะดีกว่า

การทานอาหารเยอะหรือหนักเกินไป ทำให้เราอึดอัด รู้สึกไม่สบายตัว และทำให้ไม่มีสมาธิในการทำงาน ทานอาหารปริมาณกลางๆ ก็พอ ไม่หนักและไม่เบาเกินไป หรือถ้าใครกลัวหิวจะพก Granola ไว้ก็ได้ นอกจากอยู่ท้องแล้วยังไม่อ้วนด้วย

6. เตรียมตารางงานวันรุ่งขึ้น ก่อนกลับบ้าน

พยายามเรียงลำดับความสำคัญของงาน จะได้รู้ว่างานไหนควรทำก่อนหรือหลัง แล้วจดใส่กระดาษ แปะไว้ที่โต๊ะเลยก็ดีเหมือนกันนะ บางครั้งมีงานด่วนเข้ามาก็
ไม่ต้องกังวลแล้ว เพราะเราจะรู้ว่าควรทำงานไหนก่อน

 

 

7. รักษาความสะอาดและความเรียบร้อยของโต๊ะทำงาน

เวลาหาของหรือเอกสารบนโต๊ะไม่เจอ บางทีก็ทำให้หงุดหงิดและเสียเวลาไม่น้อย แต่ถ้าโต๊ะทำงานเราสะอาดเรียบร้อย ไม่ว่าจะหาอะไรเจอง่าย ๆ เอาเวลาหาของ ไปทำงานดีกว่า

8. ใช้ตัวช่วย

มี Application หลายอันที่สามารถช่วยเพิ่มคุณภาพในการทำงานของเราได้ เช่น

  • Workflow
    ตัวช่วยในการจัดการเวลา ทำให้เราใช้เวลาได้คุ้มค่ามากขึ้น โดยแอปจะช่วยเตือนว่าเวลาไหน เราควรทำอะไร

 

 

 

ตัวช่วยในการเขียนโน้ตง่ายๆ พร้อม To-do list และใช้ Hashtags (#) ในการจัดกรุ๊ปของโน้ต

 

 

 

ตัวช่วยที่ทำให้การติดต่อคุยงานกับเพื่อนร่วมงาน เป็นเรื่องง่ายขึ้น

 

 

วิธีต่าง ๆ เหล่านี้เป็นวิธีการง่าย ๆ ไม่ว่าใครก็ทำได้ แค่นี้ก็ทำให้เราทำงานได้เต็มที่และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้ผลงานดี ๆ ที่ถูกใจทั้งเรา และ หัวหน้าแน่นอนค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

http://www.entrepreneur.com/article/248754

 http://www.entrepreneur.com/article/247055

 http://www.businessinsider.com/best-productivity-apps-for-iphone-and-android-2015-2?op=1